ลงทะเบียนทดลอง CPAP ฟรี
Sleep Apnea (ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ)

Sleep Apnea หรือ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

ก่อนที่เราจะพูดถึง โรคนอนกรน และภาวะ หยุดหายใจขณะหลับ โดยละเอียดนั้น ผมจะขออธิบายถึงภาวะเริ่มต้นซึ่งก็คือการกรนก่อน ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไรครับ

นอนกรนเกิดจาก …

การ “กรน” นั้น เกิดจากการที่เราหายใจเอาอากาศเข้าไป และอากาศเคลื่อนผ่านทางเดินหายใจที่ตีบแคบลง เนื่องจากการผ่อนคลายหรือหย่อนตัวลงของกล้ามเนื้อทางเดินหายใจส่วนต้น เช่น กล้ามเนื้อตรงส่วนเพดานอ่อน (Soft palate), ลิ้นไก่ (Uvula), ผนังคอหอย (Pharyngeal wall) หรือกล้ามเนื้อโคนลิ้น (Tongue base) ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนและสะบัดของกล้ามเนื้อในบริเวณดังกล่าว ทำให้เกิดเป็นเสียงกรนขึ้น

การตีบแคบลงของทางเดินหายใจส่วนต้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หรือกินยานอนหลับ หรือยาแก้แพ้ชนิดที่ทำให้ง่วงก่อนเข้านอน ก็จะช่วยทำให้กล้ามเนื้อมีการคลายตัวมากขึ้น ทำให้มีการอุดกั้นของทางเดินหายใจมากขึ้น และจะส่งผลให้มีเสียงกรนดังขึ้นด้วยตามลำดับ

นอกจากสาเหตุดังกล่าวแล้ว ยังพบอีกว่า การกรนนั้นอาจเกิดจากการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนต้น เนื่องจากสาเหตุอื่นๆ เช่น ต่อมทอนซิล และต่อมอดีนอยด์ (adenoid) ที่โตก็เป็นได้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักพบในเด็กที่นอนกรน ผู้ป่วยที่อ้วนมากอาจมีเนื้อเยื่อผนังคอที่หนาก็อาจทำให้ทางเดินหายใจแคบลง ในผู้ป่วยที่มีเนื้องอก หรือซีสท์ (cyst) ของอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งในระบบทางเดินหายใจส่วนต้น ก็อาจก่อให้เกิดการอุดกั้นทาง เดินหายใจได้เช่นกัน

การที่มีโพรงจมูกอุดตัน ซึ่งมีสาเหตุจากหลายกรณี เช่นอาการคัดจมูกจากโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้, ความผิดปกติของผนังกั้นช่องจมูก, จมูกคด, เนื้องอกในจมูกและโพรงอากาศข้างจมูก, ริดสีดวงจมูก, หรือไซนัสอักเสบ ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการนอนกรนได้เช่นกัน ดังนั้นอาการนอนกรนจึงไม่ใช่เรื่องปกติ ในทางตรงกันข้ามเป็นตัวบ่งบอกว่ามีความผิดปกติในร่างกายของเราส่วนใดส่วนหนึ่งซึ่งทำให้เกิดการอุดกั้นในระบบทางเดินหายใจส่วนบน

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) เกิดขึ้นได้อย่างไร

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หรือ Sleep apnea เริ่มจากการตีบแคบของทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้เราต้องหายใจเข้ามากขึ้นเพื่อเอาชนะทางเดินหายใจที่ตีบแคบ บางครั้งอาจตีบลงจนอุดกั้นทางเดินหายใจของเราอย่างสมบูรณ์ ในจังหวะนี้จะพบว่าไม่มีอากาศสามารถไหลผ่านเข้าสู่ปอดได้เลย

ถ้ามีการหยุดหายใจหลายๆ ครั้งในขณะนอนหลับจะส่งผลให้ระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (Oxygen saturation, SpO2) ลดน้อยลง ซึ่งสมองก็จะได้รับออกซิเจนน้อยลงไปด้วย เมื่อสมองขาดออกซิเจนก็จะต้องคอยปลุกให้ผู้ป่วยตื่นเพื่อเริ่มหายใจใหม่ และเมื่อสมองได้รับออกซิเจนเพียงพอแล้ว ผู้ป่วยจึงจะสามารถหลับลึกได้อีกครั้ง แต่ต่อมาการหายใจก็จะเริ่มขัดขึ้นอีก สมองก็ต้องปลุกตัวเองให้ตื่นขึ้นใหม่ วนเวียนเช่นนี้ตลอดคืน เป็นผลให้ผู้ป่วยนอนหลับได้ไม่เต็มอิ่ม ตื่นมาอาจมีอาการง่วงมาก ปวดศรีษะ รู้สึกเหมือนไม่ได้นอนทั้งๆ ที่นอนหลับเป็นเวลาหลายชั่วโมงแล้ว

นอนกรน, แก้นอนกรน, วิธีแก้นอนกรน, วิธีแก้การนอนกรน, แก้อาการนอนกรน, sleep apnea

ท่านควรมาปรึกษาแพทย์เมื่อไร

อาการนอนกรนเพียงอย่างเดียวไม่ได้ถือว่าเป็นโรค แต่เมื่อใดที่อาการนอนกรนทำให้เกิดปัญหาต่อคู่นอน ต่อสมาชิกในครอบครัว หรือผู้คนรอบข้าง หรือมีผลต่อสังคมและคุณภาพชีวิตของบุคคลนั้นแล้ว ก็มีความจำเป็นที่ต้องมาปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษา

โดยเฉพาะเมื่ออาการนอนกรนเกิดร่วมกับ อาการหยุดหายใจขณะหลับ แล้วด้วย ก็ยิ่งจำเป็นที่จะต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้องจากแพทย์ เพราะการที่แพทย์สามารถตรวจหาสาเหตุของโรคและพิจารณาวางแผนการรักษาแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดอันตรายที่จะเกิดกับอวัยวะและระบบต่างๆที่สำคัญของร่างกายได้

ดังนั้นเมื่อท่านมีอาการดังต่อไปนี้ ซึ่งบ่งบอกถึงการมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ควรรีบมาปรึกษาแพทย์โดยทันที

  • ตื่นนอนตอนเช้าด้วยความอ่อนล้าไม่สดชื่น หรือมีอาการมึนๆ ปวดศีรษะ ต้องการนอนต่ออีกเป็นประจำ รู้สึกว่านอนหลับไม่เต็มอิ่ม หรือรู้สึกเหมือนว่าไม่ได้หลับมาทั้งคืน ทั้งๆ ที่ได้นอนมาอย่างเต็มที่แล้ว และมีอาการหงุดหงิดง่าย อารมณ์เสียง่าย
  • มีอาการง่วงนอนในเวลากลางวัน จนไม่สามารถจะทำงานต่อได้ หรือมีอาการเผลอหลับในขณะทำงาน, เข้าห้องเรียน, เข้าประชุม, ขณะขับขี่รถ หรือขณะอ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์ เป็นต้น
  • มีอาการหายใจติดขัด หายใจไม่สะดวกขณะนอนหลับ
  • นอนหลับไม่ราบรื่น ฝันร้ายหรือละเมอขณะหลับ นอนกระสับกระส่าย
  • มีอาการสะดุ้งผวา หรือมีอาการคล้ายสำลักน้ำ หรือหายใจแรงเหมือนขาดอากาศหลังจากหยุดหายใจ
  • ในเด็กอาจมีท่านอนที่ผิดปกติ เช่น ชอบนอนตะแคง หรือ นอนคว่ำ หรือ อาจไม่มีสมาธิทำอย่างใดอย่างหนึ่งได้นาน (attention deficit disorder) หงุดหงิดง่าย หรือมีปัสสาวะราดในเวลากลางคืน
  • มีความดันโลหิตสูงซึ่งหาสาเหตุได้ไม่ชัดเจน
  • ประสิทธิภาพในการทำงานหรือผลการเรียนแย่ลง เพราะอาการง่วง ขาดสมาธิ ความจำแย่ลง
  • สมรรถภาพทางเพศลดลง

การวินิจฉัย

ในการวินิจฉัย แพทย์จำเป็นต้องอาศัยประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจพิเศษเพิ่มเติมประกอบกัน สำหรับการตรวจร่างกาย แพทย์จะให้ความสนใจในเรื่องดังต่อไปนี้

  • ลักษณะทั่วไปของคนไข้ที่อาจส่งเสริมให้เกิดอาการนอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้ เช่น คางสั้น คอสั้น น้ำหนักมาก มีความผิดปกติในลักษณะโครงสร้างของใบหน้า
  • การตรวจทั่วไป เช่น การวัดความดันโลหิต วัดเส้นรอบวงคอ การตรวจการทำงานของหัวใจและปอด
  • การตรวจทางหู คอ จมูกอย่างละเอียด ซึ่งประกอบด้วยการตรวจในโพรงจมูก การตรวจหลังโพรงจมูก ช่องปาก คอหอย เพดานอ่อน ลิ้นไก่ ทอนซิล โคนลิ้นและกล่องเสียง
  • แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น การบันทึกเสียงหายใจขณะหลับ (Sleep tape recording) ซึ่งมีประโยชน์ในเด็กที่มีอาการไม่ชัดเจน หรือผู้ปกครองไม่สามารถจะสังเกตการหายใจที่ผิดปกติได้ โดยให้ผู้ปกครองบันทึกเสียงกรน หรือเสียงหายใจของเด็กขณะหลับ ประมาณ 1 ชั่วโมง
  • ตรวจการนอนหลับ (Sleep test / Polysomnography) ถือเป็นการตรวจที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการวินิจฉัยและบอกความรุนแรงของอาการกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับ นอกจากนี้ยังช่วยวินิจฉัยเพื่อแยกภาวะหยุดหายใจขณะหลับออกจากการนอนกรนธรรมดา และสามารถบอกคุณภาพของการนอนหลับว่าหลับได้ดีหรือไม่ มีความผิดปกติเกิดขึ้นในขณะนอนหลับหรือไม่ การตรวจการนอนหลับโดยปกติจะใช้เวลาตรวจช่วงกลางคืนอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเวลาปกติของการนอนหลับในคนทั่วไป

home sleep test, ตรวจการนอนหลับที่บ้าน, ตรวจการนอนหลับ, ตรวจการนอนกรน, sleep test, sleep lab, sleep apnea     home sleep test, ตรวจการนอนหลับที่บ้าน, ตรวจการนอนหลับ, ตรวจการนอนกรน, sleep test, sleep lab, sleep apnea

อ่านบทความเพิ่มเติมเรื่อง รักษานอนกรนที่ไหนดี

ขอขอบคุณบทความเรื่อง “อาการนอนกรน (Snoring) และ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea)” โดย รศ.นพ. ปารยะ อาศนะเสน จากภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล (http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=332) ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่ได้ถูกอ้างอิงมา

บทความที่เกี่ยวข้อง

เพิ่มความเห็นของท่าน