ลงทะเบียนทดลอง CPAP ฟรี
รักษาอาการนอนกรน อย่างไรดี

ก่อนจะกล่าวถึงวิธีรักษานอนกรน เรามาดูกันก่อนว่านอนกรนมีกี่ประเภท และมีวิธีแยกแยะอย่างไรบ้าง

ประเภทของการนอนกรน

อาการนอนกรน นั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

  1. การนอนกรนแบบธรรมดา หรือ primary snoring การนอนกรนประเภทนี้ไม่มีอันตรายใดๆ เพราะไม่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย เพียงแต่มีเสียงดังเท่านั้น ผู้ที่นอนกรนเองมักไม่เดือดร้อน เพราะไม่ได้มีผลกระทบต่อตัวเองมากนัก แต่อาจมีผลกระทบต่อคนรอบข้าง โดยเฉพาะกับคู่นอน เนื่องจากการเสียงกรนทำให้ผู้ที่นอนด้วย นอนหลับได้ยาก หรืออาจเดือดร้อนในการเข้าสังคมร่วมกับผู้อื่นได้ เช่น ไปนอนค้างต่างจังหวัดกับเพื่อน แล้วสร้างความรำคาญให้กับผู้อื่น
  2. การนอนกรนแบบก้ำกึ่งระหว่างนอนกรนธรรมดากับนอนกรนแบบอันตราย (Upper Airway Resistance  Syndrome, UARS) คืออาจมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย แต่มีในปริมาณไม่มากนัก สลับกับการนอนกรนแบบธรรมดา (มีแต่เสียง ไม่มีหยุดหายใจ)
  3. การนอนกรนแบบอันตราย (Obstructive Sleep Apnea, OSA)  การนอนกรนแบบนี้คือมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับในปริมาณมาก และรุนแรง (เกิดขึ้นหลายครั้ง และแต่ละครั้งจะหยุดนานหลายวินาที) การนอนกรนประเภทนี้นอกจากจะมีผลกระทบต่อคนรอบข้างแล้ว  หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง จะมีผลกระทบกับสุขภาพร่างกายทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ในระยะสั้นคือจะมีอาการปวดหัว ไม่สดชื่น ตอนตื่นนอน คล้ายๆ กับนอนไม่พอ ทั้งๆ ที่นอนมาหลายชั่วโมงแล้ว และอาจมีอาการง่วงนอนมากผิดปกติในเวลากลางวัน (Excessive Daytime Sleepiness) ซึ่งมีผลกระทบทำให้ทำงาน หรือ เรียนหนังสือได้ไม่เต็มที่  ถ้าต้องขับรถ อาจหลับใน และทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ นอกจากนั้นแล้ว ผลกระทบในระยะยาว อาจทำให้มีอัตราเสี่ยงสูง ที่จะเป็นโรคอื่นๆ ได้ เช่น โรคความดันโลหิตสูง (hypertension) ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (cardiac arrhythmia) โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากการขาดเลือด (coronary artery disease)  โรคหลอดเลือดในสมอง(cerebrovascular disease) หรือ โรคความดันโลหิตในปอดสูง  (pulmonary hypertension)  ผู้ป่วยที่เป็นโรคเหล่านี้ อาจมีอายุสั้น

นอนกรน, กรน, นอนกรนเกิดจาก, การนอนกรน, อาการนอนกรน, โรคนอนกรน, นอนกรนเกิดจากอะไร, สาเหตุนอนกรน

แล้วเราจะรู้ว่าตัวเองมีอาการนอนกรนประเภทใดได้อย่างไร

การที่จะแยกว่าผู้ป่วยเป็นนอนกรนประเภทใด สามารถทำได้โดยการ ตรวจการนอนหลับ (Sleep test or Polysomnography)  ซึ่งอาจทำได้ทั้งที่โรงพยาบาล หรือ ตรวจการนอนหลับที่บ้าน (Home sleep test) โดยจุดประสงค์หลักของการตรวจการนอนหลับ คือ

  1. เพื่อแยกว่าผู้ป่วยมีอาการนอนกรนประเภทไหน จากทั้ง 3 ประเภทตามที่อธิบายมาข้างต้น อันได้แก่ นอนกรนแบบธรรมดา, นอนกรนแบบก้ำกึ่งระหว่างกรนธรรมดาและกรนอันตราย หรือ นอนกรนแบบอันตราย
  2. ถ้าผู้ป่วยมีอาการนอนกรนแบบอันตราย การตรวจการนอนหลับจะบอกความรุนแรงของโรค (assessment of disease severity) ได้ว่ามี ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea, OSA) มากน้อยเพียงใด และยังช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาผู้ป่วยได้ดีขึ้นอีกด้วย

home sleep test, ตรวจการนอนหลับที่บ้าน, ตรวจการนอนหลับ, ตรวจการนอนกรน, sleep test, sleep lab

โดยผลการตรวจนั้น จะวัดค่าที่สำคัญที่สุดออกมา นั่นก็คือ ดัชนีการหยุดหายใจและหายใจแผ่วเบา หรือ AHI (Apnea Hypopnea Index) มีหน่วยเป็น จำนวนครั้งต่อชั่วโมง คำนวณโดยการนำจำนวนครั้งของการเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Apnea) และจำนวนครั้งของการเกิดภาวะหายใจแผ่วเบา (Hypopnea) ทั้งหมดมารวมกัน แล้วหารด้วยจำนวนชั่วโมงการนอนทั้งหมดในคืนนั้นๆ ซึ่งค่าดัชนี้มีความสำคัญเป็นอย่างมากในการบ่งชี้ว่าผู้ป่วยมีอาการนอนกรนประเภทใด โดยค่าที่ได้จะบอกระดับความรุนแรงของการนอนกรนดังนี้

– AHI < 5 ครั้งต่อชั่วโมง : เป็นการกรนแบบธรรมดา
– AHI < 5 ครั้งต่อชั่วโมง แต่มีดัชนีของการตื่น (arousal index) สูง และมีอาการเหมือนกรนอันตราย : เป็นการนอนกรนแบบก้ำกึ่งระหว่างกรนธรรมดาและกรนอันตราย
– AHI ≥ 5 ครั้งต่อชั่วโมง : เป็นการนอนกรนแบบอันตราย

การนอนกรนแบบอันตรายเอง ยังสามารถแบ่งระดับความรุนแรงออกได้อีก 3 ระดับดังนี้

AHI ระดับออกซิเจนในเลือดที่ต่ำที่สุด
น้อย (Mild) 5 -14 86% – 90%
ปานกลาง (moderate) 15 – 29 70% – 85%
รุนแรง (severe)  ≥  30 ≤ 69%

นอกจากการตรวจการนอนหลับแล้ว การส่องกล้องเพื่อตรวจระบบทางเดินหายใจส่วนบน (upper airway endoscopy) ร่วมด้วย ก็จะทำให้ทราบถึงตำแหน่งและสาเหตุของการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบนได้

home sleep test, ตรวจการนอนหลับที่บ้าน, ตรวจการนอนหลับ, ตรวจการนอนกรน, sleep test, sleep lab

วิธีรักษาอาการนอนกรน

การ รักษาอาการนอนกรน นั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ทางเลือกหลักๆ คือ วิธีแบบไม่ผ่าตัด และวิธีผ่าตัด ซึ่งผู้ป่วยสามารถเลือกได้ เพราะการรักษาอาการนอนกรน หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ นั้นไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเสมอไป  ซึ่งหลักการแพทย์สากลนั้นจะแนะนำให้ใช้วิธีแบบไม่ผ่าตัดก่อน  ถ้าไม่ดีขึ้น หรือไม่ชอบ หรือไม่สะดวก ผู้ป่วยก็สามารถเลือกวิธีผ่าตัดต่อไปได้ นอกจากนี้แล้วการผ่าตัดไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะหายขาด หรือไม่กลับมาเป็นอีก โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ที่ได้รับการรักษาโดยการผ่าตัด มักกลับมามีอาการนอนกรนอีกหลังจากผ่านไปซักประมาณ 1-2 ปี

วิธีรักษาอาการนอนกรน แบบไม่ผ่าตัด

1) ลดน้ำหนัก

ในกรณีที่ผู้ป่วยมีน้ำหนักตัวมากเกิน เช่น มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ควรลดให้น้ำหนักอยู่ในระดับที่แพทย์แนะนำ เนื่องจากผู้ที่มีน้ำหนักเกิน จะมีไขมันมาสะสมอยู่มากบริเวณรอบคอ หรือทางเดินหายใจส่วนต้น ทำให้ทางเดินหายใจส่วนนั้นตีบแคบ และทำให้เกิดการกรน การลดน้ำหนักนั้นจะช่วยลดไขมันที่บริเวณดังกล่าว ทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนกว้างขึ้น  และมีอาการนอนกรนหรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับน้อยลงด้วย โดยทั่วไปแล้ว ถ้าลดน้ำหนักได้ประมาณ 10% อาการนอนกรนหรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับจะดีขึ้นประมาณ 30%

2) ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

ผู้ที่มีอาการนอนกรนหรือมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ควรจะเน้นการออกกำลังกายแบบแอโรบิค หรือ Cardio ซึ่งก็คือการออกกำลังกายที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น และหายใจเร็วขึ้นต่อเนื่องกัน เช่น การวิ่ง,  เดินเร็ว,  ขึ้นลงบันได,  ว่ายน้ำ,  ขี่จักรยาน (แบบปรับน้ำหนักได้เช่น  ในฟิตเนส),  เต้นแอโรบิค, เตะฟุตบอล, เล่นเทนนิส, แบดมินตัน หรือบาสเกตบอล  โดยควรทำให้ได้อย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 วัน ซึ่งการออกกำลังแบบแอโรบิคนั้น จะช่วยเพิ่มความตึงตัวให้กับกล้ามเนื้อบริเวณคอ ทำให้มีการหย่อนและอุดกั้นทางเดินหายใจน้อยลง นอกจากนี้เมื่ออายุมากขึ้น เนื้อเยื่อในทางเดินหายใจส่วนบนจะหย่อนมากขึ้นตามอายุ ทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนตีบแคบมากขึ้นได้ มีผลทำให้ผู้ป่วยมีอาการนอนกรนหรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับมากขึ้น  การออกกำลังกายดังกล่าว จะช่วยป้องกันความหย่อนยานดังกล่าวซึ่งเกิดขึ้นตามอายุได้ รวมทั้งช่วยควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เพิ่มขึ้นได้  นอกจากนั้นการออกกำลังกายดังกล่าวยังช่วยป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยเป็นหวัด ซึ่งถ้าเป็นหวัด เยื่อบุจมูกก็จะบวม ก็จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการนอนกรนหรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับมากขึ้นด้วย

3) หลีกเลี่ยงยาประเภทที่ทำให้ง่วง และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

กลุ่มยาที่มีฤทธิ์ดังกล่าว เช่น ยานอนหลับ, ยากล่อมประสาท, ยาแก้แพ้ชนิดง่วง และควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง เช่น เหล้า  เบียร์  ไวน์ โดยเฉพาะการดื่มก่อนนอน เนื่องจากจะทำให้กล้ามเนื้อทางเดินหายใจส่วนต้นคลายตัวมากขึ้น สมองตื่นตัวช้าลง ทำให้มีการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนต้นมากขึ้น  และทำให้มีอาการนอนกรนหรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับมากขึ้นตามลำดับ  นอกจากนั้นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาจทำให้นอนหลับไม่สนิท  ตื่นได้ง่าย อาจทำให้เกิดฝันร้ายในเวลากลางคืน และเครื่องดื่มจำพวกนี้โดยเฉพาะเบียร์มักมีแคลอรี่สูง ซึ่งผลที่ตามมาคือ จะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มได้ง่ายขึ้น และมีไขมันไปพอกบริเวณคอ ทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนแคบลงอีกด้วย

4) หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่

ควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ หรือสัมผัสควันบุหรี่ ในช่วง 4-6 ชั่วโมง ก่อนเข้านอน เนื่องจากจะทำให้เนื้อเยื่อในระบบทางเดินหายใจส่วนบนเกิดอาการบวม และทำให้มีการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบนมากขึ้น นอกจากนี้ สารนิโคติน (nicotine) ในบุหรี่ จะไปกระตุ้นสมอง ทำให้ตื่นตัว มีผลทำให้นอนไม่หลับ หรือหลับได้ไม่สนิท ซึ่งผู้ป่วยที่มีอาการนอนกรนหรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับนั้นมีแนวโน้มที่จะนอนหลับได้ไม่เต็มที่อยู่แล้ว  เนื่องจากถ้ามีการหยุดหายใจหลายครั้งในขณะนอนหลับ จะทำให้ระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (SpO2) ลดน้อยลง ซึ่งสมองก็จะได้รับออกซิเจนน้อยลงไปด้วย  เมื่อสมองขาดออกซิเจนร่างกายก็จะต้องคอยปลุกให้เราตื่นขึ้นโดยอัตโนมัติ เพื่อที่จะเริ่มหายใจใหม่ และเมื่อสมองได้รับออกซิเจนเพียงพอแล้ว ผู้ป่วยก็จะกลับไปหลับลึกอีกครั้ง แต่ต่อมาเมื่อการหายใจเริ่มขัดขึ้นอีก สมองก็ต้องปลุกตัวเองให้ตื่นขึ้นใหม่ วนเวียนเช่นนี้ตลอดทั้งคืน ตื่นมาจึงไม่สดชื่น

5) นอนให้ศีรษะสูงขึ้นเล็กน้อย

ผู้ที่มีอาการนอนกรน ควรนอนให้ศีรษะสูงขึ้นจากแนวพื้นราบประมาณ 30 องศา จะช่วยลดอาการบวมของเนื้อเยื่อในระบบทางเดินหายใจส่วนบนได้พอสมควร และควรจะเน้นการนอนตะแคงมากกว่านอนหงาย เพราะการนอนหงายจะทำให้มีการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบนมากขึ้นกว่าท่าทางการนอนแบบอื่นๆ  เนื่องจากแรงโน้มถ่วงของโลก  การบังคับไม่ให้ตัวเรานอนหวายอาจทำได้โดยเอาหมอนข้างมาหนุนที่หลัง หรือใส่ลูกเทนนิสไว้ด้านหลังของเสื้อนอน จะทำให้เรานอนหงายลำบาก และเป็นการบังคับให้นอนตะแคงเองโดยอัตโนมัติ

6) ใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูก

ในบางกรณี แพทย์อาจแนะนำให้พ่นยาสเตียรอยด์วันละครั้งก่อนนอน ซึ่งยาสเตียรอยด์พ่นจมูกนี้จะทำให้เยื่อบุจมูกยุบบวมลง ทำให้ทางเดินหายใจโล่งขึ้น นอกจากนี้ยังจะช่วยเพิ่มการหล่อลื่น ทำให้การสะบัดตัวของเพดานอ่อนและลิ้นไก่น้อยลง ทำให้เสียงกรนเบาลงได้ การใช้ยาสเตียรอยด์ควรให้แพทย์เป็นผู้แนะนำและสั่งยาให้

7) การใช้เครื่องเป่าลมแรงดันบวก หรือ เครื่อง CPAP (Continuous Positive Airway Pressure)

โดยปกติเวลานอน เพดานอ่อนและลิ้นไก่ที่ยาวและโคนลิ้นที่โต อาจตกลงมาบดบังทางเดินหายใจส่วนบน  ทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนตีบแคบลง และทำให้เกิดการกรนหรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้  ลมที่เครื่อง CPAP เป่าเข้าไปนั้น จะไปถ่างทางเดินหายใจส่วนบนให้กว้างออก (pneumatic splint) ทำให้ลดการอุดกั้นทางเดินหายใจ  ผู้ป่วยก็จะไม่กรน และไม่มีภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหานอนกรนในทุกระดับ ตั้งแต่น้อยๆ (mild) ถึงขั้นรุนแรง (severe) การรักษาด้วยเครื่อง CPAP นั้น ได้รับการยอมรับจากแพทย์ทั่วโลก ว่าเป็นการ รักษานอนกรน และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ที่มีประสิทธิภาพที่สุด โดยไม่ต้องผ่าตัด ซึ่งแพทย์ควรลองใช้ในผู้ป่วยทุกรายก่อนพิจารณาการผ่าตัดเสมอ  ปัจจุบันเครื่อง CPAP มีขนาดเล็กลงมาก สามารถพกพาไปที่ไหนๆ ได้ค่อนข้างสะดวก ตัวอย่างเช่น เครื่อง Philips DreamStation Auto CPAP จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งนอกจากมีขนาดเล็กและน้ำหนักเบาแล้ว ยังมีอุปกรณ์เสริมเป็นแบตเตอรี่แบบพกพา ทำให้สามารถนำไปใช้งานในสถานที่ที่ไม่มีไฟฟ้า หรือไฟฟ้าดับบ่อยได้เป็นอย่างดี

การใช้เครื่อง CPAP อาจเปรียบเทียบได้เหมือนกับการใส่แว่นตา ตอนใช้ใหม่ๆ ก็อาจรู้สึกอึดอัดบ้างในช่วงแรก ต้องใส่ๆ ถอดๆ  แต่เมื่อใส่ไปซักพักก็จะชิน และไม่รู้สึกอีดอัดอีกต่อไป การรักษาด้วยวิธีนี้ผู้ป่วยควรใช้เครื่อง CPAP ให้ได้ทุกคืน เพระาคืนใดไม่ได้ใช้ ก็จะกลับมามีอาการกรนหรือเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับอีก

อ่านบทความเรื่อง เครื่อง CPAP คืออะไร เพิ่มเติมได้ที่นี่

เครื่อง CPAP Philips แก้นอนกรน

8) การใช้เครื่องมือทางทันตกรรม (Oral Appliance)

โดยปกติเวลาคนเรานอนหงาย ขากรรไกรล่างและลิ้นของคนเราจะตกลงตามแรงโน้มถ่วงของโลก  ทำให้มาบดบังทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้ตีบแคบลง การใช้เครื่องมือทางทันตกรรม หรือ Oral appliance จะช่วยยึดขากรรไกรบนและล่างเข้าด้วยกัน และจะเลื่อนขากรรไกรล่างมาทางด้านหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้ลิ้นและขากรรไกรตกลงตามแรงโน้มถ่วงของโลก ทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนกว้างขึ้นขณะนอนหลับ  อย่างไรก็ดีการรักษาด้วยเครื่องมือทางทันตกรรมนี้ เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหานอนกรนที่มีความรุนแรงอยู่ในระดับน้อยถึงปานกลาง (AHI < 30 ครั้งต่อชั่วโมง) เท่านั้น ไม่สามารถใช้รักษาการนอนกรนขั้นรุนแรง (AHI > 30) ได้ ไม่เหมือนกับการใช้เครื่อง CPAP ที่สามารถใช้รักษาได้ทุกระดับ

ที่ครอบฟันแก้นอนกรน (Oral appliance)

วิธีรักษาอาการนอนกรน แบบผ่าตัด

การผ่าตัดเพื่อ รักษานอนกรน นั้น มีจุดประสงค์ทำให้ขนาดของทางเดินหายใจส่วนบนกว้างขึ้น ทำให้อาการนอนกรนหรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับลดลง  ควรพิจารณาใช้วิธีนี้หากผู้ป่วยได้ลอง CPAP  แล้วปฎิเสธการใช้งาน หรือผู้ป่วยปฏิเสธการใช้เครื่องมือทางทันตกรรม  ซึ่ง วิธีรักษาอาการนอนกรน ด้วยการผ่าตัดนั้นจะทำมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและสาเหตุของการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบน ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาให้ท่านอีกที

การผ่าตัดไม่ได้ทำให้อาการนอนกรนหรือภาวะหยุดหายใจนั้นหายขาดอย่างถาวร ภายหลังจากการผ่าตัดอาการนอนกรนหรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับอาจยังมีเหลืออยู่ หรือมีโอกาสกลับมาเป็นใหม่ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัย  สิ่งสำคัญคือผู้ป่วยจะต้องควบคุมน้ำหนักตัวเองให้ดี เนื่องจากการผ่าตัดเป็นการขยายทางเดินหายใจที่แคบให้กว้างขึ้น  ถ้าน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นหลังผ่าตัด ไขมันจะไปสะสมอยู่รอบผนังช่องคอ ทำให้ทางเดินหายจกลับมาแคบใหม่ได้ และจะทำให้อาการนอนกรนหรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับกลับมาเป็นเหมือนเดิมหรือแย่กว่าเดิมได้

นอกจากนี้ผู้ป่วยต้องหมั่นออกกำลังกายเสมอ ให้กล้ามเนื้อบริเวณทางเดินหายใจส่วนบนนั้นมีความตึงตัวและกระชับ เนื่องจากหลังผ่าตัด โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอายุมาก เนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อบริเวณทางเดินหายใจส่วนบนจะหย่อนยานลงตามอายุ  ซึ่งอาจทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนกลับมาแคบใหม่  การออกกำลังกายแบบแอโรบิค อย่างสม่ำเสมอดังกล่าวข้างต้น จะช่วยให้การหย่อนยานดังกล่าวช้าลงได้

ในผู้ป่วยบางราย อาจต้องมาทำการผ่าตัดซ้ำหลายหน เพื่อแก้ไขทางเดินหายใจส่วนบนส่วนอื่นๆ ที่แคบ หรือใช้เครื่อง CPAP หรือเครื่องมือทางทันตกรรม ร่วมด้วยหลังผ่าตัด ขึ้นอยู่กับชนิดของการผ่าตัด และจุดที่เกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจและความรุนแรงของโรค

อ่านบทความเกี่ยวกับเรื่อง รักษาอาการนอนกรน ที่ไหนดี

ขอขอบคุณบทความเรื่อง “ขั้นตอนการ รักษาอาการนอนกรน” ของ รศ.นพ. ปารยะ อาศนะเสน จากภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล (http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=530) ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่ได้ถูกอ้างอิงมา

บทความที่เกี่ยวข้อง

เพิ่มความเห็นของท่าน